"ล็อกซเล่ย์" ขยับตัวครั้งใหญ่ ผุดโมเดลค้าปลีกเจาะรากหญ้า
หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันจันทร์ที่19-พุธที่21 ตุลาคม 2552
สัมภาษณ์
          บริษัทเก่าแก่กว่า 71 ปีอย่างล็อกซเล่ย์ ที่ปัจจุบันมีกลุ่มธุรกิจกระจายอยู่ 4 กลุ่ม ได้แก่กลุ่มเทรดดิ้งที่ทำสัดส่วนรายได้เป็นสัดส่วนหลักอยู่ที่ 45% ตามด้วยกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มจอยต์เวนเจอร์จากรายได้ของล็อกซเล่ย์ทั้งกลุ่มอยู่ที่กว่า 10,000 ล้านบาท และที่น่าสนใจก็คือกลุ่มเทรดดิ้ง บริษัทรับจัดจำหน่ายสินค้ามีการขยับตัวด้านยอดขายเพิ่มขึ้นทุกปี  จาก 3 ปีที่ผ่านมามีสัดส่วนอยู่เพียง 35%
          "สุรพันธ์ ภาษิตนิรันดร์" กรรมการผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) ชี้ว่า จริงๆ แล้วธุรกิจนี้เป็นธุรกิจดั้งเดิมของบริษัท และจะมีการรุกหนักจากนี้เป็นต้นไป เพื่อเพิ่มศักยภาพการบริการในด้านต่าง ๆ เฉพาะ ปีนี้บริษัทได้ลูกค้าใหม่มา 3 บริษัท คือมาลี, ชาระมิงค์ และกลุ่มเพอร์ซันนอลแคร์ของบริษัทอังกฤษตรางู ประกอบด้วยสกาแคร์และทีทรี
          ปัจจุบันล็อกซเล่ย์เทรดดิ้งมีลูกค้าถึง 15-20 บริษัท และคาดว่าในอีก 5 ปีข้างหน้าจะมีลูกค้าใหม่อีกไม่ต่ำกว่า 10 บริษัท และจะเพิ่มรายได้เป็น 2 เท่าใน 5 ปีข้างหน้า จากปัจจุบัน 5,000 ล้านบาท เพิ่มเป็น 10,000 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโตจากปีนี้ 10-15% ทุกปี
          "กลุ่มที่บริษัทมองเห็นศักยภาพที่จะเน้นหลังจากนี้ไป คือกลุ่มเพอร์ซันนอลแคร์และสินค้าเครื่องใช้ในครัวเรือน ที่คาดว่าจะมีลูกค้าใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น นอกจากโชห่วยและโมเดิร์นเทรด ซึ่งบริษัทมีความเชี่ยวชาญในโชห่วยอยู่แล้ว ด้วยเครือข่ายยี่ปั๊ว 2,000 รายทั่วประเทศ และเป็นจุดต่างจากบริษัทจัดจำหน่ายอื่น ๆ"
          เขามองว่า ความพิเศษที่เกิดขึ้นในกลุ่มเทรดดิ้งปีนี้ คือการให้น้ำหนักกับการเจาะรากหญ้ามากขึ้น ผ่านหน่วยรถเงินสด หรือ Van sale ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ที่ 10-15 คัน ครอบคลุมกรุงเทพฯ และจะเพิ่มเป็น 30 คัน เพื่อเริ่มกระจายสินค้าไปยังต่างจังหวัด นอกจากนี้ยังลงทุนเรื่องซัพพลายเชนมากขึ้น เพื่อเพิ่มบริการให้ลูกค้า จากเดิมจะเน้นเพียงการกระจายสินค้า
          แต่หลังจากนี้ไปจะทำตั้งแต่จุดเริ่มต้น สั่งวัตถุดิบจากต่างประเทศ ไปจนถึงการกระจายสินค้าเข้าร้านค้า ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าหลายรายใช้บริการซัพพลายเชน       ของบริษัท
          นอกจากนี้ เพื่อตอบโจทย์การเข้าถึง    รากหญ้า บริษัทจึงได้ทดลองโมเดลค้าปลีกของบริษัท โดยการตั้งคีออสก์จัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่ล็อกซเล่ย์เป็นผู้จัดจำหน่าย ซึ่งจะตั้งในจุดเดียวกับตู้จำหน่ายหวยออนไลน์ เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับผู้ที่ได้สิทธิ์จำหน่ายหวยออนไลน์
          "สุรพันธ์" อธิบายว่า โมเดลค้าปลีกนี้ ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของผู้ได้สิทธิ์ขายหวยออนไลน์ว่าจะสนใจจำหน่ายสินค้าของเราด้วยหรือไม่ ทั้งนี้ เบื้องต้นคาดว่าจะสามารถตั้งคีออสก์ขายสินค้าได้ประมาณ 20-30% จาก 3,000 จุดในกรุงเทพฯ จากจุดจำหน่ายหวยออนไลน์ทั่วประเทศอยู่ที่ 12,000 จุด โดยช่วงแรกจะเน้นที่สถานศึกษาในกรุงเทพฯเป็นหลัก และปัจจุบันมีการทดลองคีออสก์ดังกล่าวแล้ว 5-6 แห่งในสถานศึกษาต่าง ๆ อาทิ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เป็นต้น
          "เรารอมา 2  ปีแล้ว ที่ผ่านมาก็พยายามคิดโมเดลไปเรื่อย ๆ ให้เหมาะกับคนที่ขายหวยออนไลน์ ซึ่งมีทั้งหมด 12,000 จุดทั่วประเทศ ครั้งนี้หากโปรเจ็กต์ดังกล่าวสามารถผ่านได้จริง ๆ ก็จะเพิ่มช่องทางจำหน่ายให้กับกลุ่มเทรดดิ้งของล็อกซเล่ย์ได้อีกช่องทาง"
          อย่างไรก็ตาม "สุรพันธ์" ย้ำว่า หากหวยออนไลน์ไม่สามารถผ่านการพิจารณาครั้งนี้ได้จริง ๆ บริษัทก็ยังเดินหน้าโปรเจ็กต์คีออสก์ต่อไป เพื่อต้องการเป็นอีกช่องทางในการกระจายสินค้า ที่ล็อกซเล่ย์เป็นผู้จัดจำหน่ายไปถึงชุมชน รากหญ้า ซึ่งลึกกว่าโชห่วยทั่วไป โดยในส่วนนี้ บริษัทจะมีหน่วยรถเงินสด หรือ Van sale เข้าไปให้บริการยังจุดจำหน่ายเหล่านี้
          ถือเป็นครั้งแรกของล็อกซเล่ย์ ที่คิดค้นโมเดลร้านค้าปลีกของตนเอง ซึ่งเป็นการปรับตัวครั้งใหญ่ของบริษัท



 

 
 
 
CopyRight © 2001. Loxley Company Limited